ความคิดเล็กๆ จาก สมยศ แช่มช้อย (New)



เป้าหมายของ "สงคราม" (War) กับ "ธุรกิจ" (Business) 

แตกต่างกันตรงที่

"การทำสงคราม" (War) คือ การทำลายล้าง "ศัตรู" และ "ฝ่ายตรงข้าม" ให้สิ้นซากให้ได้มากที่สุด

แต่

"การทำธุรกิจ" (Business) คือ การดึงเอา "ลูกค้า" และ"ฝ่ายตรงข้าม" มาเป็นพรรคพวกให้ได้มากที่สุด



ตลาด (Market) คือ สถานที่ ที่"ผู้ซื้อ" มาเจอกับ "ผู้ขาย" 
เป็นสถานที่ที่มี การต่อรองราคา ระหว่าง"ผู้ซื้อ" (Buyer) กับ "ผู้ขาย" (Seller)
เป็นสถานที่ที่มีทั้ง "วิกฤติ"( Crisis) และ "โอกาส" (Opportunity)
เป็นสถานที่ที่มีทั้ง "เงินตรา สินค้า และบริการ" มาอยู่ด้วยกัน




"ความสุข” และ” ชีวิตที่สมบูรณ์"

"ความสุขของชีวิต”
มิได้อยู่ที่การ "มีตำแหน่งใหญ่ๆ"
หรือ "การได้รับเงินเยอะๆ"

แต่"ความสุขที่แท้"จริงของชีวิต
อยู่ที่"การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน"

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ 

จงรู้จัก "ให้"และ "ปล่อยวาง"

นั่นแหละคือ ชีวิตที่สมบูรณ์



ภาพสีน้ำมันของ
"แองเกลา แมร์เคิล"
"Angela Merkel"

บุคคลแห่งปี 2558
"Person of the year 2015"
ของนิตยสาร "ไทม์" "TIME"

"นายกรัฐมนตรีแห่งโลกเสรี"
"Chancellor of the free world"

ที่วาดโดย "คอลิน เดวิดสัน" "Colin Davidson"
ช่างมีเสน่ห์จริงๆ
ดูดวงตาในภาพวาดแล้ว
เกือบจะเหมือนกับภาพถ่ายที่เดียว
เขาลงสี และเล่นเงาสะท้อนแสงในดวงตาได้ลึกซึ้งมาก





"ช็อปเพื่อชาติ" 
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 7 วัน ปลายปี 2558

ทำให้ "คนรวย" และ "มนุษย์เงินเดือน" 
สนใจกับ "ใบกำกับภาษี" มากขึ้น 

บางคนอาจจะมี"อคติ" (Bias) กับมาตรการ"ช็อปเพื่อชาติ" ของรัฐบาลชุดนี้
และเปรียบเปรยว่ามาตรการนี้เหมือนกับ 
โครงการ "รถคันแรก"

แต่ผมว่าต่างกันลิบลับ

เพราะ
โครงการ"รถคันแรก" 
เป็นมาตรการ"ใช้เงินในอนาคต" 
และ
"ใช้กำลังการผลิตในอนาคต" 
เอามาใช้ในปัจจุบัน
"ผู้บริโภคต้องกู้เงินมาซื้อ" เป็นหนี้มากขึ้น
"ผู้ประกอบการต้องเร่งกำลังการผลิต" หลังจากนั้นต้องลดการผลิตลงอย่างรวดเร็ว
"จำนวนรถมือสอง"เต็มเต็นทั่วประเทศ
เพราะผู้ที่เข้าร่วมโครงการไม่สามารถผ่อนรถได้
เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ
"รัฐสูญเสียรายได้จากภาษี" ที่ลดหย่อนให้กับ"รถคันแรก"
"ประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น" ไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอยจนถึงทุกวันนี้
เศรษฐกิจไทยจึงซบเซา
โชคดีนะที่"ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง"
ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับคนมีรถได้ส่วนหนึ่ง

ส่วน
มาตรการ "ช็อปเพื่อชาติ"
เป็นมาตรการกระตุ้น"จิตสำนึกของผู้บริโภค"
ในการ"ขอรับใบกำกับภาษี" 
ที่ทุกคนมักจะไม่ให้ความสนใจ
และไม่เคยขอจากผู้ขายสินค้าและบริการ
ซึ่งเป็น"จุดรั่ว"ช่องหนึ่งของระบบการจัดภาษีเข้ารัฐ

เมื่อมีมาตรการ"ช็อปเพื่อชาติ"ออกมา
ประชาชนผู้บริโภคทั่วไปก็สามารถทำหน้าที่พลเมืองที่ดีในการ"ขอใบกำกับภาษี"
เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดในการเสียภาษีเงินได้บุคคล

เท่ากับ
"ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว"

นั่นคือ
เป็น"การตรวสอบการจ่ายภาษีของธุรกิจค้าปลีก" 
และเป็น"การดึงผู้ประกอบการด้านบริการเข้าสู่ระบบภาษี"ให้ส่งเงินเข้าสู่รัฐเพิ่มมากขึ้น

มาตรการ"ช็อปเพื่อชาติ"
น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นและในระยะยาว

ผลดีในระยะสั้นคือ
"กระตุ้นการบริโภค การใช้จ่ายภายในประเทศ" (Domestic consumption) 

ผลดีในระยะยาวคือ
"เพิ่มรายได้ด้านภาษีเข้าสู่รัฐ"  (Tax revenue)

ทั้ง 2 ปัจจัย จะส่งผลต่อการขยายตัวของ "ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยตรง

การออกมาตรการดีๆ
บางครั้งสามารถช่วยได้ทั้งชาติและประชาชนนะครับ



เมื่อคืนที่ผ่านมา
17/12/2558

เจ๊ "เจเน็ต เยลเลน" "Janet Yellen" 
ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Fed)
ประกาศ "เป้าหมายในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย" (Target rates) ไว้ที่ "ร้อยละ 0.25-0.50"

หลังจากที่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยลงมาถึง "เกือบร้อยละ 0" มา ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2549

มาถึงวันนี้ "ภาวะเศรษฐสหรัฐฯ" (GDP) เริ่มปรับตัวดีขึ้น
"อัตราการว่างงาน" (Unemployment rate) ลดลงมาอยู่ที่ ร้อยละ 5 
"ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค" เริ่มกลับมา
"รายได้ของคนอเมริกัน" เริ่มดีขึ้น
"อัตราเงินเฟ้อ" ของสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ

ทาง"คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ" (FOMC) 
จึงประกาศเป้าหมายในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาให้ทราบ





เวลาที่เรา"คิดจะทำอะไร"สักอย่าง
มักจะมี"ทางออก"อยู่ข้างเราเสมอ

สำหรับ"จุดหมาย"ปลายทางของ"ความสำเร็จ"
เป็นแค่เพียง"สิ่งเล็กๆ"
ที่ขึ้นอยู่กับ"ความพึงพอใจ"ของเรา 
และ"ความพึงพอใจของคนส่วนใหญ่" เท่านั้นเอง



"การคาดหวัง"
"Expectation"

บางองค์กร
บางสถาบัน
บางคน

ฝากชีวิตไว้กับคำนี้

"การคาดหวัง"
"Expectation"
เป็นคำที่ใช้ใน"วิชาสถิติ"
หมายถึง
"สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นจริงจากการคำนวณทางสถิติ"
โดยใช้ "ข้อมูล สถิติในอดีต ข้อสมมุติฐาน และวิธีการคำนวณ" 
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเหตุการณ์จริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่
ในความเป็นจริง
"การคาดหวัง" ที่คนไทยพยายามนำมาใช้เป็นมาตรฐาน
จะขึ้นอยู่กับ
"อารมณ์" และ "ความพึงพอใจส่วนตัว" ของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรฐานทางจริยธรรม หรือมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์มากนัก

ดังนั้น
"สิ่งที่คาดหวัง" 
อาจจะเกิดขึ้น
อาจจะไม่เกิดขึ้น ก็ได้

โดย มีหลัการทางสถิติถูกใช้แค่เพียงข้ออ้างเท่านั้น

วันนี้ ล็อตเตอรี่ออก
มีคน"คาดหวัง"มากมายว่า "จะถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 "
ด้วยการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมากหลายใบ
แล้วผลลัพธ์จากการคาดหวัง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ?



"มนุษย์" มักจะพึงพอใจ "ธรรมชาติ"
และเรียกร้อง ต้องการ สิ่งที่เป็น "ธรรมชาติ" เสมอ 

เนื่องจากธรรมชาติ มีความเที่ยงตรง และแม่นยำ
จนทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่ มีความเคยชินกับ"ธรรมชาติ"ใน"ภาพรวมแบบกว้างๆ"

"ธรรมชาติ" เช่น
ดวงอาทิตย์" ขึ้นทาง"ทิศตะวันออก" แล้วตก"ทางทิศตะวันตก"

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะ
โลกใบนี้ มี"ธรรมชาติ" ที่"หมุนรอบตัวเอง"
โลกใบนี้ มี"ธรรมชาติ" ที่"หมุนรอบดวงอาทิตย์"

แต่บางในความเป็นจริงของ"ธรรมชาติ"แล้ว
"ธรรมชาติ"ยังมีรายละเอียดที่ปลีกย่อย ลึกลับ ซับซ้อน

เช่น
"ธรรมชาติ"ของโลกมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา
โลกมี"ธรรมชาติ"ของการหมุนรอบตัวเองแบบเอียงๆ
ที่ก่อให้เกิด"ฤดูกาล"
ในช่วงใกล้"ฤดูหนาว" ดวงตะวันจะ"อ้อมข้าว" 
"ดวงอาทิตย์"จะขึ้นเฉียงไปทางทิศใต้มากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น
จึงต้องเรียนรู้"ธรรมชาติ"มากขึ้น
"ดวงอาทิตย์" มีขึ้น มีลง มีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด 

เมื่อเรียนรู้ "ธรรมชาติ" จริงๆจะพบว่า
ไม่มีอะไรที่ "หยุดนิ่ง" "เที่ยงตรง" แบบ "ถาวร" ตลอดไป
ทุกอย่างจะต้องมี "เกิด" และ "ดับ" 
มี "มืด" ก็ต้องมี "สว่าง" 

เหมือนกับ "ธรรมชาติ" ของ "ชีวิตมนุษย์" 
ที่มี "สุข" มี "ทุกข์" เกิดตลอดเวลา

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ "ชีวิตมนุษย์" ก็คือ

"ไม่สุข ไม่ทุกข์"

นั่นแหละ
คือ

สิ่งที่จะเอาชนะ "ธรรมชาติ" ของชีวิตได้




หนังใหม่ "Star Wars"
"The Force Awakens"
"พลังที่ถูกปลุกให้ตื่น"

"การกลับคืนสู่อนาคตของอดีต"
"Returned to the future of the past" 

ในอนาคต "เครื่องจักร และ หุ่นยนต์" 
คงจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ 
เหมือนกับ"ภาพฝันในหนัง"ที่สร้างออกมาให้เราได้ดูกันในวันนี้






ชีวิตที่มีแต่ "รหัส" 

อาจจะต้องเจ็บปวดแบบ "สาหัส"

เพราะ "ถอดรหัส" ผิดตลอดเวลา

ชีวิตที่มีแต่ "รหัส" 

อาจจะต้องเจ็บปวดแบบ "สาหัส"

เพราะ "ถอดรหัส" ผิดตลอดเวลา

ที่ "โง่" เพราะ "ความเชื่อ" 

ก็เหมือนกับการ "ทำชั่ว" เพราะ "เงิน" ที่เขาจ้างมา




เปิดสมุดปฎิทิน
ของ"ธนาคารเพื่อการสหกรณ์"
เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ 

ซึ่งต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙ 
ได้เปลี่ยนมาเป็น "ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร" (ธกส)

พบว่า
"วันที่ 24 มิถุนายน" เป็น "วันชาติ" ข้าราชการได้หยุดงาน

และ
"วันที่ 25 ธันวาคม" เป็น "วันตรุษฝรั่ง" ธนาคารพาณิชย์ได้หยุดงาน

เดี๋ยวนี้ ทั้ง 2 วันไม่มีในปฎิทินวันหยุดแล้ว



"เงินหยวน" ในตะกร้าเงินตราสกุลหลักของ IMF

เมื่อ"คณะกรรมการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ"(IMF) ตกลงใจประกาศให้ "เงินหยวน"(CNY : Yuan : 人民币 : rénmínb) ของจีนเข้าไปอยู่ใน"ตะกร้าเงินตราสกุลหลัก"(Currency Basket) ของ "สิทธิถอนเงินพิเศษ"(Special Drawing Rights : SDRs) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( International Monetary Fund : IMF) 

หลังจากที่คณะกรรมการได้พิจารณากันมาเป็นเวลานานพอสมควร ตามหลักเกณฑ์ของ IMF 

จนในที่สุดก็ได้ผลสรุปออกมาว่า สมควรให้มี "เงินหยวน"ใน"ตะกร้าเงินตราสกุลหลัก"ของ SDRs เหมือนๆ กับเงินตรา 4 สกุลที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ 

"ดอลลาร์"ของสหรัฐฯ 
"เงินปอนด์"ของอังกฤษ 
"เงินยูโร"ของสหภาพยุโรป
"เงินเยน"ของญี่ปุ่น

บางคนอาจจะมองว่า การที่ "เงินหยวน" ของจีน ได้เข้าไปอยู่ในตะกร้าเงินตราสกุลหลัก ของ IMF 
"เปรียบเสมือน เป็นการได้รับรางวัล"เหรียญทอง" ของเด็กนักเรียนชั้นประถม(Elementary school) ที่ไม่ค่อยจะมีค่าอะไร เพราะไม่สามารถเอา"เหรียญทอง"ไปฝากธนาคารได้

น้่นเป็น ความเห็นของ "เบน เบอร์นานกี้" (Ben Bernanke) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐฯ (FED) 

"เบน เบอร์นานกี้" อาจจะพูดเปรียบเปรย เพื่อ"สร้างขวัญและกำลังใจ"ให้กับคนอเมริกันอยู่ก็ได้ เพราะ 
ในอดีต สหรัฐฯ เคย"ครองความเป็นหนึ่งในด้านความน่าเชื่อถือของโลก"มาอย่างยาวนาน จนไม่มีใครเทียบได้

แต่ในปัจจุบัน มีหลายประเทศที่มีความเก่งเกล้าสามารถพยายามสร้างความน่าเชื่อถือทางด้านเศรษฐกิจและการเงินของตัวเองได้มากขึ้น 

เขาเลยต้องแสดงความเห็นในลักษณะเช่นนั้น

แต่ผมมีมุมมองที่แตกต่างจาก "เบน เบอร์นานเก้" คือ

เราคงต้องยอมรับกันว่า "กองทุนการเงินระหว่างประเทศ" (IMF) คงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก่อนตัดสินใจนำเงินหยวนเข้าไปใส่ในตะกร้าเงินตราสกุลหลัก

ประการแรก ที่คงต้องจะยอมรับกันก็คือ
ประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากสหรัฐฯ และกำลังจะแซงหน้าสหรัฐฯ ในเร็วๆ นี้ 
การที่เศรษฐกิจของจีนใหญ่ได้ คงไม่ได้อยู่เฉยๆ แล้วเศรษฐกิจจะขยายตัวเองได้ แต่เกิดจากการลงทุน การค้า การผลิต การบริโภค การขยายตัวของภาคบริการต่างๆในประเทศจีนที่ไม่หยุดนิ่งนั้นเอง

ประการที่สอง ภาคการเงินและการธนาคารของจีนมีการปรับปรุงตามหลักการสากล (BIS) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ธนาคารกลางของจีน" (People's Bank of China) มีการกำหนดสัดส่วนเงินทุนสำรองต่อเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ (Reserve Requirement Ratio :RRR) ที่เคร่งครัด และโปร่งใส

ประการที่สาม ความโปร่งใสในเรื่องข้อมูล สถิติ ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ที่นักธุรกิจ นักลงทุน และนักวิชาการ สามารถเข้าไปดูได้ตามเว็ปไซค์ของหน่วยราชการต่างๆของจีน ที่เป็นระบบสากล 

ประการที่สี่ ประเทศจีนมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วในตลาดหลักทรัพย์ (China stock market) โดยมีนักลงทุนชาวจีนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่า ธุรกรรมทางการเงินในประเทศจีนกำลังขยายตัว ปริมาณการใช้จ่ายเงินที่เป็น"เงินหยวน" ก็มีเพิ่มมากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ประการที่ห้า จีนสามารถที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้อในประเทศไม่ให้สูงเกินไป และสามารถใช้นโยบายเงิน (Monetary Policy) รักษาเสถียรถาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

อย่างไรก็ตาม 
ในปัจจุบันรัฐบาลจีนอาจจะมีเหตุผลเฉพาะตัวที่ยัง"ไม่เปิดเสรีบัญชีดุลการชำระเงิน"(Balance of Payment) อย่างเต็มที เพราะได้ศึกษาบทเรียนจาก หลายประเทศ ที่เคย"เปิดเสรีทางการเงิน แบบสุดๆ" จนก่อให้เกิด"โรคต้มยำกุ้ง" ลุกลามไปทั่วโลกอย่างในอดีต

เชื่อว่าในไม่ช้า จีนคงจะต้อง"เปิดเสรีทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ" เมื่อ"เงินหยวน"ได้เข้าไปสู่ระบบสากลทางการเงินของโลกมากกว่าทุกวันนี้ 

การที่"เงินหยวน"ได้เข้าไปอยู่ในตะกร้าเงินตราสกุลหลักของ IMF "คงไม่ใช่การให้รางวัลเหรียญทอง สำหรับนักเรียนชั้นประถม"

แต่นี่เป็น"การยอมรับค่าเงิน"ของ"ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก" และ "ประเทศที่มีการค้าระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก" มากกว่า



ประเทศไทย "เงินยังไม่ฝืด" 

แต่ราคาน้ำมันลดลง
ส่งผลให้

"อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน" (Core Inflation) ของประเทศไทยเดือนพฤศจิกายน 2558 ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 0.88 (YoY) แต่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.95 (YoY) 

ส่วน"อัตราเงินเฟ้อทั่วไป" (Headline Inflation)
เดือนพฤศจิกายน 2558 ลดลง ร้อยละ 0.97 (YoY)
ทั้งนี้เป็นเพราะ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลงมากมายถล่มทลายแบบต่อเนื่องถึงร้อยละ 21.09 

ข้อสังเกต !

น่าประหลาด 
"ราคาบริการสาธารณะ" ที่ในสัญญาระบุไว้ว่า"ค่าบริการ"ใช้อ้างอิงกับ"อัตราเงินเฟ้อทั่วไป" 
ตัวอย่างเช่น 
"ค่าใช้บริการทางด่วน" ที่อ้างอิงกับ"อัตราเงินเฟ้อทั่วไป" กลับไม่ลดราคาลงนะ 
แต่จะขึ้นราคาอีกด้วยซำ้




วาทะเด็ดประจำวันนี้ 
16 /11 /2015

"การให้อภัยกับผู้ก่อการร้ายเป็นหน้าที่ของพระเจ้า 
แต่หน้าที่ของข้าพเจ้าคือส่งพวกเขาเหล่านั้นไปให้พระเจ้า"

วลาดิเมียร์ ปูติน : ประธานาธิบดีรัสเซีย, บุคคลที่ทรงอำนาจมากที่สุดในโลก ประจำปี 2015 จัดโดยนิตยสารฟอร์บส


"To Forgive The Terrorists is Up To God, But To Send Them To Him is Up To Me"

Vladimir Putin : President of Russia, The world's most powerful person 2015 by Forbes 



วันนี้ วันจันทร์ ค้างฟ้า
2/11/2558

ถ้าหากชีวิตยังต้องจมอยู่กับ"ความหม่นหมอง ข้องใจ"
ยังต้องเรียกร้องขอ"ความเป็นธรรม"ตลอดเวลา
ชีวิตนั้นเท่ากับอยู่กับ"ความตาย"

เพราะ"ความเป็นธรรมไม่มีบนโลกใบนี้"
นอกเสียจาก"ธรรมะ" 
นอกเสียจาก"ธรรมชาติ"

ดังนั้น
จงเรียนรู้"ธรรมะ"
จงเรียนรู้"ธรรมชาติ"
และอยู่กับ"ธรรมชาติ"อย่างมีความสุข
อย่าเรียกร้องขอ"ความเป็นธรรมชาติ"
แต่ควรจะขอให้"ช่วยกันรักธรรมชาติ"มากยิ่งขึ้น



"ชีวิต มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีจำ มีรุ่ง มีร่วง มีรวย มีจน มีสี ไม่มีสี"  
"ถ้ารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง ชีวิตจะเป็นสุข"
"สุขอื่นใด เหนือความสงบ ไม่มี"

"ความสงบมา ปัญญาเกิด"
"ปัญญาเกิด ความจริงปรากฎ"
ความจริงปรากฎ คือ "มนุษย์ทุกคนต้องตาย"
ไม่สามารถนำทรัพย์สมบัติสิ่งของติดตัวไปได้ 
นอกความความทรงจำท่ีดีและเลวเท่านั้น
(1/11/2558)


"เสียน้ำตา"ให้กับ"ละครดาม่า"ทางโทรทัศน์
ดีกว่า"เสียน้ำตา"ให้กับ "ความแตกต่างทางความคิดทางการเมือง"

เพราะ
"ละคร"สามารถเปลี่ยนช่องดูได้ทันที
แต่
"ความคิดทางการเมือง"ต้องใช้เวลานานหลายปี จึงจะเปลี่ยนความเชื่อได้
(30/10/2558)



เรื่อง TPP น่าคิด และต้องติดตาม

ดาโต๊ะ ศรี "นาเซียร์ ราซัค"(Nazir Razak) ประธานบริหารกลุ่มซีไอเอ็มบี (CIMB Group Holding) น้องชายแท้ๆของประธานาธิบดี "นาจิบ ราซัค"(Najib Razak) แห่งประเทศมาเลเซีย ให้สัมภาษณ์ Nikkei สื่อญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมนี้ว่า 

"การเข้าร่วม TPP ควรที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมาเลเซียและประชาชนมาเลเซียด้วย
เพราะ การเข้าร่วม TPP จะต้องมีการเปิดตลาดภายในประเทศเพื่อรองรับการแข่งขันจากต่างประเทศมากขึ้น"

เขาบอกว่า 

"ขณะนี้ การค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน (Intra-ASEAN trade) กำลังชะลอตัวลง ขณะที่ ภาษีเพื่อการปกป้องทางการค้าก็ลดลง จนเกือบจะไม่มีภาษีในกลุ่มอาเซียน แต่ก็ยังมีปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ ราคาสินค้าเกษตรส่งออกเกิดตกต่ำตามไปด้วย"

ที่น่าสนใจที่สุดคือ
เขาบอกว่า

"ค่าเงิน ริงกิต ของมาเลเซีย ตกต่ำมาก จนทำให้ต้องเจ็บปวดไปตามๆกัน แต่ธนาคารกลางของมาเลเซียก็ไม่ได้เอาทุนสำรองไปใช้ปกป้องค่าเงิน ริงกิต เหมือนประเทศไทยในปี 1997 นะ"

อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า
"ทางธนาคาร CIMB ก็ได้ประกาศแผนการณ์ที่จะลดพนักงานลงมากกว่า 3,500 ตำแหน่ง เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา เพื่อรักษาฐานะธนาคารที่ใหญ่อันดับที่ 4 ในมาเลเซียไว้ให้ได้ ด้วยการลดต้นทุน ในขณะที่ จำนวนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non Performing Loan) ในประเทศไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก"

สรุปคือ "ฐานะของธนาคารพาณิชย์ในประเทศสมาคมอาเซียน กำลังมีปัญหานะ"

(25/10/2558)



"ความจริง" ก็คือ "ความจริง" 

ไม่ทางที่จะปิดบังได้
ไม่ว่าจะนานแค่ไหน

ในที่สุด"ความจริง" จะต้องถูกเปิดเผย
เหมือนกับความลับของ"จักรวาล"
ที่เป็น"ความจริง"ของธรรมชาติกำลังถูกเปิดเผย 
จากการเดินทางของ"ยานหุ่นยนต์"ที่พุ่งออกจากจักรวาลของเรา
เพื่อที่จะมอง"ความจริง"ที่อยู่ไกลสุดๆ
ไม่ว่าจะนานแค่ไหน
ถ้ามนุษย์รุ่นต่อรุ่น ทำงานประสาน ต่อเนื่องกันอย่างเป็นระบบ 
"คนแก่"ช่วย"คนหนุ่มสาว"
"คนหนุ่มสาว"ช่วย"เด็ก"
ส่งต่อความรู้ความเข้าใจ

มนุษย์ที่ชาญฉลาดก็จะสามรถเปิดเผย"ความจริง"ได้
แต่ถ้ามนุษย์ไม่ดิ้นรนค้นคว้าหา"ความจริง"
ในที่สุด"ความจริง"จะกลายเป็น"ความลับ"
ที่ไม่สามารถนำมาต่อยอดพัฒนา"นวัฒกรรมใหม่ๆ"ได้

(17/10/2558)



ชีวิตนี้ ยังมีความหวัง

"ชีวิตคงจะไม่แย่เสมอไป ถ้ารู้จักใช้วิธีแก้ไขอย่างพลิกแพลง"

"ชีวิตนี้ ไม่ได้มีแค่ขาลง เพราะ วันพรุ่งนี้ดวงอาทิตย์ยังขึ้นทางทิศตะวันออก"

(17/10/2558)



"มุมมอง" ของ "นักวิชาการ" กับ "นักบริหาร"

การทำงาน "ด้านวิชาการ และ งานวิจัย"
"ผู้บริหารองค์กรด้านงานวิจัย และวิชาการ" ควรจะต้องมี "จิตสาธารณะ"
จะต้อง "เข้าใจปัญหาแบบลึกๆ"
จะต้อง "ตีโจทย์แตก"
จะต้อง "มองภาพรวมประโยชน์ของประเทศชาติ และสังคม" ได้ชัดเจน

ต้องขอชื่นชม"สถาบันวิจัยเศรษฐกิจชั้นนำของโลก"
อย่าง WEF, World Bank, IMF, PEW, Brookings Institution, Chatham House, BCG, KPMG, Baker & McKenzie.
ที่ผลิต "ผลงานวิจัยทางด้านวิชาการเศรษฐศาสตร์" ออกมาป้อนโลกนี้อย่างไม่ขาดสาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 
เมื่อ"ภาวะเศรษฐกิจของโลก"มีปัญหา 
พวกเขาช่วยกันผลิตงานวิจัยออกมาช่วยแก้ปัญหา
ช่วยกันคิด
ช่วยกันแก้ไข
วิเคราะห์ เจาะลึก
เข้าถึงปัญหา
ใช้ข้อมูลปฐมภูมิ 
ตีนติดดิน
ความคิดกว้างไกลระดับสากล
ผลงานวิจัยที่ออกมาจึงมีคุณค่า

เปรียบเทียบกับ"สถาบันวิจัยของเอกชนไทย"บางแห่ง
ยังไม่มีแนวความคิด "จิตสาธารณะ" 
ไม่มีแม้แต่จะหา "วิธีแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ"
เอาแต่มุ่งจะมองแค่เพียง"มุมมองการลงทุน"
เอาแต่เพียง"การลอกข่าวไปวันๆ"
เหมือนกับ"เด็กนักเรียน"ลอกการบ้านส่ง"ครูที่ไม่มีความรู้"
ครูก็คิดว่าเด็ก "เก่งเพราะขยัน"
แต่งานวิจัยนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับประเทศชาติและประชาชน

ผู้บริหารที่ขาดวิสัยทัศน์
ไร้ความสามารถในการบริหาร
แต่มีอำนาจตาม Career Path ขององค์กร
อาจจะสร้างปัญหาให้กับองค์กรได้
อย่างไม่คาดคิด

(16/10/2558)



ความแห้งแล้งกำลังมาเยือนประเทศไทย

ที่กรุงเทพฯ 
อากาศเริ่มแห้งเย็น 
"คนกรุงเทพฯ"บอกอากาศดี
แต่"ชาวไร่ชาวนาในภาคกลาง"กำลังจะลำบาก
เพราะกำลังจะ"ขาดแคลนน้ำทำนาทำไร่"

ต้องรอดูกันว่า
พายุลูกใหญ่ 2 ลูกในท้องทะเล
จะมาช่วยเติมน้ำให้"ชาวนาชาวไร่ไทย"ได้หรือไม่

พายุลูกแรกชื่อ "คปปุ" "Koppu" "コップ" เป็นชื่อภาษาญี่ปุ่น แปลว่า "ถ้วย" กำลังพัดแรงเข้าประเทศฟิลิปปินส์

ลูกที่สองชื่อ "จำปี" "Champi" "ຈຳປີ" เป็นชื่อภาษาลาว แปลว่า "ดอกลั่นทมแดง" กำลังพัดตามมาติดๆ 

แต่ดูเหมือนว่า อาจจะส่งน้ำฝนมาไม่ถึงประเทศไทย 
เพราะทิศทางของพายุมุ่งไปทางประเทศจีนมากกว่า

(16/10/2558)



"ชีวิต" กับ "สมาธิ"

"ชีวิต" ขึ้นอยู่กับ "การเคลื่อนไหว"
"พลังใจ" ขึ้นอยู่กับ "การมีสมาธิ"

(16/10/2558)


ความสุข

สุขให้เป็น
เย็นอยู่ที่ใจ 

ความสุขอยู่ที่ใจ
ถ้าคิดได้ เป็นสุขเอง




เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนไป

"สงบ สยบ ความเคลื่อนไหว"

จาก"การเคลื่อนไหว"ด้วยความเร็วสูง
มาสู่"การสงบนิ่ง"ที่ขับเคลื่อนอย่างมีเสถียรภาพและมั่นคงกว่า

จากการเปลี่ยนแปลงของ
"ฮารร์ดดิสก์ไดร์ฟ" "Hard Disk Drive" 
ที่เป็นหัวใจของคอมพิวเตอร์ สำหรับเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล 
ซึ่งเคยทำงานดัวยการหมุนอย่างรวดเร็วสูงสุดถึง 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มาเป็น
"โซลิดสเตสไคร์ฟ" "Solid Stat Drive"
เป็นหัวใจตัวใหม่ของคอมพิวเตอร์  ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมหาศาล
ไม่ต้องหมุนด้วยแผ่นแม่เหล็ก
ทนกระแทก ทนสะเทือน ทนร้อน ทนหนาว
ไม่กินพลังงาน ทำงานได้รวดเร็วกว่าเก่า

นี่แหละ
เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
จาก "การเคลื่อนไหว" กลายมาเป็น "สงบนิ่ง"
แต่ทรงพลัง

นี่แหละ
"สงบ สยบ ความเคลื่อนไหว"
ได้ผลจริงๆ


 
บันทึกเล็กๆ ในระหว่าง ปี 2553
 
 สมยศ แช่มช้อย
 

การทำปัจจุบันให้ถึงพร้อม  (12-17-2010)

            ชีวิตจะเป็นสุขได้พระพุทธเจ้าสอนว่าต้อง "ทำปัจจุบันให้ถึงพร้อม" แต่ถ้า "อยากรู้อนาคต ท่านขงจื๊อสอนว่าต้อง "ศึกษาประวัติศาสตร์" เหมือนกับคนบางคนเคยบอกเราว่า "ถ้าเราเดือดร้อนเมื่อไหร่ เขาจะมาช่วยเราเป็นคนแรก" แต่พอเราเดือดร้อนจริงๆเขาก็ไม่มาช่วย

            อย่างนี้เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์แล้ว แสดงว่าเขาเป็นคนไม่จริงใจ หวังเอาแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า ถึงแม้เขาจะให้เงินทอง อำนาจวาสนา แต่เขาให้ก็เพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์ตอบแทนในอนาคต บุคคลเช่นนี้จึงไม่ควรคบหาเป็นมิตรด้วย

 

 

เคล็ดลับการทำธุรกิจรายย่อย  (12-8-2010)

            การทำธุรกิจการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายย่อยหรือโชวห่วย จะต้องมีเครือข่าย 2 เครือข่าย คือ

            1.เครือข่ายนักธุรกิจ ซึ่งจะต้องติดต่อกันเพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านตลาด

            2.เครือข่ายด้านเงินทุน ตรงนี้สำคัญมาก เงินทุนไม่จำเป็นต้องได้จากสถาบันการเงินอย่างเดียว แต่ยังมีแหล่งเงินทุนอีกหลายแห่งที่คิดไม่ถึง เช่น วัด มูลนิธิโรงเรียนเอกชน คนรวยที่มีเงินเก็บไว้เยอะๆ องค์กรระหว่างประเทศ เป็นต้น

            แหล่งเงินทุนนอกสถาบันนี่แหละที่ทำให้หลายคนรวยเป็นมหาเศรษฐีในปัจจุบันโดยไม่มีมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ

 

 

มนุษย์กับการจัดการธรรมชาติ  (10-28-2010)

            มนุษย์พยายามจัดระเบียบธรรมชาติใหม่ ด้วยการปลูกพืชแบบเป็นระเบียบ เป็นแถว เป็นแนวตามแสงของดวงอาทิตย์ ทั้งๆที่ธรรมชาติของพืชรู้ดีว่าจะทำให้มีชีวิตอยู่รอดยืนยาวได้อย่างไร

            แต่มนุษย์กลับปลูกพืชแบบเป็นระเบียบเพียงเพื่อต้องการประโยชน์และดอกผลในระยะสั้นจากพืช เสร็จแล้วมนุษย์ก็จะทำลายพืชนั้นทิ้งเพื่อสร้างต้นใหม่ขึ้นมาแล้วก็ตัดทิ้งไป แต่ธรรมชาติก็ยังมีอิทธิพลเหนือมนุษย์ด้วยการแสดงความรุนแรงของภัยธรรมชาติให้เห็นเป็นระยะๆ ธรรมชาติยังคงเหนือมนุษย์เสมอ

 
 

 

ซื้อ iPhone4 กับใครคุ้มที่สุด?  (10/14/2010)

            ได้อ่านบทความในผู้จัดการออนไลน์แล้วรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนใหม่iPhone และหลายคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องเทคโนโลยี 3G กันสักที

            วันนี้ทนไม่ไวแล้ว ต้องทำบุญด้วยวิชาการอีกครั้ง

            1.ขอแนะนำคนที่จะใช้iPhone และต้องการใช้อินเตอร์เน็ตด้วยว่า ระบบของiPhone จะเชื่อมต่ออินเตอร์แบบอัตโนมัติทุกๆ 2 นาที โดยไม่สามารถปิดกั้นได้ (ไม่ว่าจะทำการ Jailbreakแล้วก็ตาม) ก็ไม่สามารถปิดกั้นได้ เพราะผมเคยเสียเงินให้ AIS ไปแล้ว 8,000 บาท แค่ 5 วันเท่านั้น

            2. การเลือกซื้อแพ็คเกจ EDGE/GPRS แบบ S M L ไม่ควรนำมาใช้กับเครื่อง iPhone เพราะเครื่องจะออนไลน์ตลอดเวลา (ทุกๆ 2 นาที) ถ้าเลือกใช้แบบแพ็คเกจS M L แป๊บเดียวก็หมดแล้ว ยิ่งที่คิดเป็น MB ด้วยแล้วเจอข้อมูลขนาดใหญ่วันเดียวก็เกือบหมดเงินแล้วเหมือนกัน

            3. หลายคนไม่รู้ว่ามี 3G ใช้แล้วตั้งนาน เกือบทุกบริษัทมือถือเปิดบริการ 3G มากกว่า 1 ปีแล้ว แต่ 3G ที่เป็นข่าวดังนั้นเป็นการเปิดประมูลคลื่นใหม่ ไม่เกี่ยวกันเลย แม่ค้า-พ่อค้าขายโทรศัพท์มือถือที่ชอบเอาเปรียบลูกค้ามักจะบอกว่า"อย่าไปซื้อเครื่องมือถือที่รองรับ 3G เลย เพราะยังไม่มี 3G ไห้ใช้" โดยอ้างว่าเขายังไม่ได้ประมูลกันเลย

            ซึ่งเป็นการโกหกผู้บริโภคแบบน่าละอายมาก เพราะเครื่องมือถือที่ไม่รองรับ 3G จะมีราคาถูกกว่าเครื่องที่รองรับระบบ 3G นอกจากนั้นความเร็ว CPU ของเครื่องจะช้า แต่ขายได้กำไรมากกว่า เขาก็มักจะเชียร์ให้ซื้อเครื่องมือถือที่ไม่รองรับ 3G คนก็เลยเชื่อตามกัน พูดตามๆกันทั้งประเทศไทย ดังนั้นเมื่อมีเครื่อง iPhone ควรที่จะเปิดระบบ 3G ใช้ด้วย เพราะจะวิ่งเร็วมาก แต่ก็กินแบตเตอรี่ด้วย

            3. ดังนั้นมือใหม่ iPhone ควรที่จะต้องเลือกซื้อชั่วโมง EDGE/GPRS WIFI แบบเหมาเป็นรายเดือนจึงจะคุ้มค่ากับการใช้ประโยชน์สูงสุดจาก iPhone และจะต้องเลือกโอเปอเรเตอร์ที่มี 3G ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด ไม่เช่นนั้นก็ควรหันไปใช้ BB หรือ Samsung น่าจะดีกว่า เพราะปิด EDGE ได้ ถ้าได้ใช้ 3G แล้วจะรู้ได้เลยว่าความเร็วของ 3G มีมากกว่าระบบ EGDEและGPRS หลายเท่าตัว

            4. ถ้ามี 3G ให้บริการแล้ว มีคำถามว่า "คุณจะมีเงินจ่ายค่า EDGE(3G) หรือเปล่า?" เพราะถ้าไม่ได้เล่นอินเตอร์เน็ตบนมือถือ ก็ใช้ระบบ 2G อย่างทุกวันนี้ก็พอแล้ว ประเทศลาว เขมรมีระบบ 3G แล้ว แต่คนลาวคนเขมรเขาคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ 3G หรอก เขาก็แค่ใช้โทรศัพท์คุยกัน ไม่ได้เล่น Facebook หรือ Twitter เหมือนคนไทย แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร เหมือนประเทศลาวและเขมรมีทางด่วนลอยฟ้าประเทศละ 10 สาย แต่คนลาวและคนเขมรยังใช้จักรยานถีบหรือใช้จักรยานยนต์อยู่ ทางด่วนลอยฟ้าก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะมีเอาสำหรับคุยโม้โอ้อวดเพื่อนบ้านเท่านั้นเอง

 

 

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรป  (10-7-2010)

            หลังจากการเฝ้ามองมาตรการในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรปก็พบได้ว่า ในขณะนี้ยังไม่มีมาตรการใดๆ ทั้งมาตรการการเงินและมาตรการการคลังที่จะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดในสหรัฐฯและยุโรปอย่างชัดเจน

            สิ่งหนึ่งคงต้องยอมรับกันก็คือการใช้นโยบายการเงินนั้นถือว่าหมดตำราที่นำมาใช้แล้ว การใช้นโยบายการคลังก็ทำกันทุกวิธีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการว่างงานได้

            สิ่งที่อยากตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือ การใช้นโยบายการเงินแบบเทกระเป๋า แจกเงินให้นักธุรกิจนำเงินไปใช้แบบเกือบจะไม่คิดอัตราดอกเบี้ย ถือว่าเป็น"มาตรการดาบสองคม" นั่นคือความพยายามที่ผ่อนคลายทางการเงินเพื่อให้มีการขยายการลงทุนและขยายการจ้างงานในสหรัฐฯ

            แต่ปรากฏว่าบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯกลับมีหนีสิน เงินที่ได้จากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินจึงถูกนำไปลงทุนทางการเงิน เพื่อสร้างผลกำไรระยะสั้นในธุรกิจ เพื่อคนจะได้กลับมาซื้อหุ้นบริษัท ดังนั้นเงินที่จะนำไปลงทุนขยายการผลิตจึงไม่มี การจ้างงานจึงไม่เกิด

            แม้ว่าจะมีการขยายการผลิตในสหรัฐฯขณะนี้เพิ่มขึ้น แต่สินค้าสหรัฐฯไม่มีความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีนทีเจ้าของโรงงานเป็นคนอเมริกัน ขณะเดียวกันคนอเมริกันก็เพลิดเพลินกับสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนจนไม่คิดที่จะผลิตอะไร เพราะค่าจ้างแรงงานในสหรัฐฯสูงมาก และถึงแม้นว่าจะมีการผลิตสินค้าในสหรัฐฯ แต่เจ้าของโรงงานในสหรัฐฯก็ยังต้องการแรงงานราคาถูกอยู่ดี ดังนั้นแรงงานต่างด้าวจึงแห่เข้าไปทำงานในสหรัฐฯจำนวนมากขณะนี้

การแก้ปัญหาด้วยมาตรการการเงิน มาตรการการคลังในสหรัฐฯจึงไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเงินสามารถที่จะวิ่งไหลไปทำกำไรระยะสั้นกันได้ทั่วโลก

            ดังนั้นทั้งสหรัฐฯและยุโรปจึงไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ สิ่งที่จะต้องทำก็คือการเปิดประชุมสหประชาชาติแล้วเชิญทุกชาติมาตกลงเรื่องการเคลื่อนไหวของเงินทุน การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศเพื่อยับยั้งวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่กำลังทำลายล้างทุกอย่างในอนาคต และที่สำคัญวิกฤติอาจจะทำลายล้างความเชื่อมั่นในระบบเงินตราที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ด้วย

 

 

ตลาด เงินทุน แรงงาน อยู่ต่างสถานที่กัน   (9-28-2010)

            การไหลของเงินทุนแบบไร้สัญชาติ การเดินทางของแรงงานระหว่างประเทศแบบไร้พรมแดน การตลาดที่แข่งขันกันด้วยต้นทุนสินค้าราคาถูกแต่เนินคุณภาพดี ส่งผลทำให้ระบบการผลิตและการลงทุนของโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

            แรงงานต่างชาติค่าจ้างถูกเดินทางจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย ข้ามจากทวีปหนึ่งไปแฝงตัวอยู่ในอีกทวีปหนึ่งด้วยการเป็นอยู่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าแรงงานท้องถิ่นหลายเท่าตัว

            ขณะที่ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาพยายามพึ่งพาสินค้าราคาถูกและทรัพยากรราคาถูกจากต่างชาติ โดยมีบริษัทของอเมริกันไปลงทุนผลิตในต่างชาติและจัดหาสินค้าราคาถูกไปให้คนอเมริกันได้กินได้ใช้

            เงินทุนของสหรัฐฯที่เคยหมุนเวียนในประเทศก็ออกไปลงทุนทำกำไรในตะวันออกกลาง ในยุโรป และในประเทศจีน เงินไร้สัญชาติทำให้เกิดปัญหาเมื่อมีการเก็งกำไรไปถึงในอนาคตมากถึง3-4เท่าของปัจจุบัน

            การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐฯจึงทำได้ยาก เพราะเงินที่จะช่วยแก้ปัญหาการว่างงานผ่านทางบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่มีการไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อที่หวังทำกำไรกลับไปแก้ปัญหาการขาดทุนของบริษัทแม่ในสหรัฐฯ

            ดังการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯจะไม่ง่ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป

 

 

มหาวิทยาลัยบรรษัท (Corporate University)  (9-28-2010)

            "มหาวิทยาลัยบรรษัท"(Corporate University)กำลังเป็นแหล่งเรียนรู้และการสร้างบุคคลากรที่มีค่าให้กับองค์กรธุรกิจโดยตรง มหาวิทยาลัยบรรษัทที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ เช่น Dell University, Hamburger University, Disney University, Infosys University เป็นต้น ของไทยก็มี มหาวิทยาลัยปัญญาภิวัฒน์ ของซีพี

            ความแตกต่างของ "มหาวิทยาลัยบรรษัท"กับ"มหาวิทยาลัย"ปกติก็คือ มหาวิทยาลัยบรรษัทจะตอบสนองธุรกิจ(Profit Motive) มหาวิทยาลัยทั่วไปตอบสนองทางด้านวิชาการ (Academic Motive) ที่สอนวิชาการหลายแขนง

 

 

ค่าของเงิน  (9-18-2010)

 

"เงิน" เป็นสิ่งสมมุติที่มนุษย์สร้างขึ้นมา

 

"เงิน" เป็นมนต์ดำที่ทำให้เกิดทั้งความดีและความชั่ว

 

เคยถามคนที่พิมพ์ธนบัตรที่แบงก์ชาติว่ารู้สึกอย่างไรกับเงิน

 

เขาบอกว่ามันก็คือกระดาษคุณภาพดี สีสวย แต่เขาก็ต้องอาศัยใช้เงิน

 

"เงิน" ถูกใช้ในการเป็นเครื่องมือติดสินบนเพื่อให้พ้นความผิด

 

"เงิน" ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจ้างวานให้มือปืนไปฆ่าคนได้

 

"เงิน" ทำให้คนดี กลายเป็นคนเลวได้ เพราะความโลภ

 

"ค่าของเงิน" ก็เคยสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยมาแล้วอย่างแสนสาหัสเมื่อปี พ.ศ. 2540

 

 

รถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย  (9-17-2010)

            คงจะแปลกนะ ถ้าประเทศไทยจะมี "รถไฟความเร็วสูง" แต่ถูกจำกัดความเร็วห้ามวิ่งด้วยความเร็วสูง เหมือนการตรวจจับความเร็วบนทางด่วน อย่างนี้ความที่จะต้องมีการปรับปรุง "รถไฟความเร็วต่ำ" ในปัจจุบันให้ทันสมัย น่านั่ง ตรงเวลา ก็พอแล้ว อย่าไปลงทุนอะไรที่ทำให้เสียเงินประเทศชาติมากมายจะดีกว่า การสร้างกระแสความคิดว่า "รถไฟความเร็วสูง แต่จะวิ่งแบบจำกัดความเร็ว" จึงไม่รู้ว่าถูกหลอกหรือเปล่า เพราะพิสูจน์ได้ว่าวิ่งเร็วจริง ตรงนี้คนที่ตัดสินใจต้องระมัดระวังให้ดี อย่าให้มีข้อสงสัยเกิดขึ้นได้

 

 

การฝึกสมาธิ(Meditation) เป็นการฝึกจิตให้อยู่กับร่างกาย  (9-15-2010)

            หลายคนอาจจะไม่เข้าใจเรื่องการฝึกสมาธิ ซึ่งในความเป็นจริง การฝึกทำสมาธิก็คือการฝึกที่จะอยู่กับตัวของเราเอง โดยให้จิตที่มี่สภาพการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมากกลับมาอยู่กับร่างกายของเรา

            อาจจะกล่าวได้ว่าความเร็วของจิตมนุษย์นั้นไวยิ่งกว่าความเร็วใดๆในโลกนี้ เร็วยิ่งกว่าความเร็วของลูกกระสุนปืน เร็วยิ่งกว่าความเร็วของจรวดที่ส่งกระสวยอวกาศ

            เพราะขณะที่เราชมภาพการส่งกระสวยอวกาศ แต่จิตของเราวิ่งไปก่อนหน้ากระสวยอวกาศเสียอีก จิตอาจจะบอกว่ากระสวยอวกาศอาจจะไปชนกับอุกาบาต หรืออาจจะระเบิดได้ นั่นเป็นเพราะจิตวิ่งไปเร็วกว่า

            การที่จิตวิ่งเร็วก็ก่อให้เกิดจินตนาการ ซึ่งจิตนาการมีทั้งแบบสร้างสรรค์และจินตนาการที่มุ่งทำลาย

            การฝึกสมาธิจึงเป็นการฝึกให้จิตกลับมาอยู่กับร่างกายหรือตัวตน แม้ว่าร่างกายหรือตัวตนจะมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ช้ามาก ช้าแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่จิตวิ่งปรูดปราด

            ดังนั้นเราจึงต้องฝึกจิตให้กลับมาอยู่กับร่างกาย ที่ศูนย์กลางของร่างกาย ที่สภาพความเป็นจริงของร่างกายคือ "การหายใจ" การหายใจเข้า การหายใจออก อันนี้เป็นธรรมะ(ธรรมชาติ)พื้นฐานของมนุษย์

            "การเกิด การเติบโต การรุ่งโรจน์ การเจ็บป่วย การแก่ การตาย" เป็นธรรมดา ที่พระพุทธเจ้าสอนให้มนุษย์นึกถึงเสมอ เพื่อสำรวจตัวตนก่อนที่จะก้าวเดินต่อไป

 

 

ประสบการณ์บนเครื่องบินโดยสารของจีน  (9-7-2010)

            สายการบินของจีนเติบโตอย่างรวดเร็วมากเมื่อบริษัทผลิตเครื่องบินจากสหรัฐฯและยุโรปขายเครื่องบินโดยสารให้กับประเทศจีน

            ในอดีตสหรัฐฯและยุโรปไม่ยอมขายเครื่องบินโดยสารให้ประเทศจีน ด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศและการปิดกั้นทางเทคโนโลยี

            เครื่องบินโดยสารของจีนเมื่อ 20 ปีก่อนส่วนใหญ่จึงเป็นเครื่องบินที่ผลิตจากประเทศรัสเซีย

            ผมมีโอกาสนั่งเครื่องบินโดยสารในประเทศจีนยุคเก่าจากปักกิ่งมาเมืองกว่างโจว ซึ่งถือว่าประสบการณ์ที่ยังจดจำได้จนถึงทุกวันนี้

            เริ่มจากตัวสนามบินที่ปักกิ่งก็เป็นอาคาร 2 เก่าๆ เครื่องบินโดยสารสมัยนั้นเป็นเครื่องแอนโทน๊อปของรัสเซีย

            ในการนำเครื่องบินขึ้นนั้นเขาใช้เวลาในการTake off ที่สั้นมาก คือเครื่องวิ่งไปถึงจุดที่จะขึ้นในอากาศได้นักบินจะไต่ระดับขึ้นไปทันที่ ทำให้ลำตัวของเครื่องบินตั้งฉากเกือบจะประมาณ 45 องศาได้ เพราะมองเห็นผู้โดยสารที่นั่งแถวหน้าเราได้หลายแถวชัดเจน

            เคยถามผู้รู้เกี่ยวกับเครื่องบินเขาบอกว่า นั่นเป็นวิธีการขับเครื่องบินรบ เพราะเขาต้องการความรวดเร็วและประหยัดน้ำมัน

            ความนิ่มนวลไม่ค่อยมีสักเท่าไหร่เพราะเป็นเครื่องบินลำตัวแคบ เครื่องบินตกหลุมอากาศบ่อยครั้ง ผมรู้สึกหวั่นไหว แต่แอร์โฮสเตสเธอยังเดินไปมาได้ ไม่นั่งรัดเข็มขัดเหมือนแอร์โฮสเตสในยุโรปหรือที่สหรัฐฯ ดูเหมือนเธอจะไม่สะทกสะท้านกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แอร์โฮสเตสแต่ละคนดูน่ารัก สวย บึกบึนทุกคน

            ทราบมาว่านักบินที่มาขับเครื่องบินพาณิชย์บางส่วนเคยเป็นทหารจีนมาก่อน หรือไม่ก็เป็นนักบินจากไต้หวันที่ข้ามมาอยู่ฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่

            ดังนั้นคงไม่ต้องแปลกใจที่สายการบินพาณิชย์ของจีนในยุคนั้นจะยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะค่าโดยสารเครื่องบินยังมีราคาแพงเมื่อเทียบกับรายได้ของคนจีนในยุคนั้น

            แต่ปัจจุบัน การเปิดกว้างของเศรษฐกิจการค้า และสังคมของจีน ทำให้ประเทศจีนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนตามเกือบไม่ทัน

            สนามบินที่กว่างโจวเคยเป็นอาคารเก่าๆ 2 ชั้น มาบัดนี้สนามบินที่กว่างโจว ( Buiyun International Airport) ใหญ่โตมากกว่าสนามบินสุวรรณภูมิด้วยซ้ำไป เขาทำเหมือนเนรมิตขึ้นมา เพราะผมได้มีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 2 ช่วงเวลาพอดี
 

 

เศรษฐกิจสหรัฐฯครึ่งแรก ขยายตัว 3.7%  (8-29-2010)

            เศรษฐกิจของสหรัฐฯไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 1.6% เมื่อคิดระยะครึ่งปีแรกของปี 2010 ขยายตัว 3.7% แสดงว่าแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯเริ่มดีขึ้นมาก แต่ปัญหาการว่างงานยังน่าจับตาพอๆกับปัญหาภาระหนี้สินส่วนบุคคลที่ยังมีอยู่ต่อไป คนสหรัฐฯเริ่มตระหนักในเรื่องการใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยคนอเมริกันส่วนใหญ่มีความเห็นว่าควรหาทางใช้พลังอื่นแทนน้ำมัน และไม่ควรที่จะใช้นโยบายในการสำรองน้ำมัน ในที่สุดอาจจะมีการเลิกใช้น้ำมันถ้าสามารถที่จะใช้พลังงานอื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

 

อย่าเข้าใจพระพุทธศาสนาผิด  (8-25-2010)

            หลายคนอาจจะเข้าใจเรื่องพระพุทธศาสนาแบบผิดๆ เช่น เข้าใจว่าพระพุทธศาสนาต้องทำอะไรแบบเก่าๆหรือแบบช้าๆล้าสมัย ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ผิด เนื่องพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่ทันสมัยมากๆในสมัยนั้น

            รวมทั้งคำสอนของศาสนาพุทธก็ทันสมัยตลอดเวลา พระพุทธเจ้าสอนให้มนุษย์รู้จักธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ต่อไปร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ทำร้ายกัน

            แต่บางคนอาจจะเสนอคำสอนของพระพุทธเจ้าในทางที่สวนกับความเป็นจริงของปรัชญาลึกๆของพระพุทธศาสนา

            ดังนั้นต้องเข้าใจศาสนาพุทธแบบลึกๆ มองที่หัวใจของพระพุทธศาสนาไม่ใช่การเข้าใจแบบผิวเผินจนทำให้คนในยุคปัจจุบันอาจจะถอยหนีไปจากพระพุทธศาสนา เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องล้าสมัย ทั้งๆที่พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่ทันสมัยตลอดเวลา

 

 

การทานนิสัยคนจากวิธีการรับประทานอาหาร  (18-13-2010)

            เวลาคุณกินก๋วยเตี๋ยว

            1.ถ้าคุณปรุงก่อนชิม แสดงว่าคุณเป็นคนที่มีความคาดหวังกับที่ยังไม่เกิดขึ้นเสมอ แม้ว่าบางสิ่งบางอย่างอาจจะดีกว่าสิ่งที่คุณคาดหวังก็ได้

            2.ถ้าคุณชิมก่อนปรุง แสดงว่าคุณเป็นรอบครอบ ถ้วนถี่ เป็นคนมีเหตุมีผล

            3.ถ้าคุณไม่ปรุงเลย แสดงว่าคุณเป็นคนง่ายๆ ให้ความเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่นเสมอ

 

 

โทรศัพท์มือถือ 3 มิติ (3D Mobile)  (8-8-2010)

            ขณะนี้ผู้ผลิตโทรทัศน์กำลังพัฒนาจอภาพแบบ 3 มิติออกมาขายกันมากมาย พร้อมๆกับการพัฒนาSoftwareการดูภาพยนตร์แบบ 3 มิติ รวมไปถึงการพัฒนาแว่นตา 3 มิติ

            อย่างไรก็ตามยังไม่มีการพูดถึงโทรศัพท์ 3 มิติ ซึ่งผมคิดว่าในอนาคตอันใกล้นี้น่าจะมีโทรทัศน์ 3 มิติแน่นอน เพราะเป็นนวัฒกรรมใหม่ที่ลูกค้าสนใจ ดังนั้นในอนาคตหลายคนอาจจะได้ดูหนัง 3 มิติทางโทรศัพท์มือถือกัน

            ปัญหายังมีอยู่ที่ระบบ 3 มิติมีอยู่หลายแบบ เช่น แบบแดงเขียว ระบบโพลาไลซ์ เป็นต้น ซึ่งคงจะต้องมีการจัดทำมาตรฐานใหม่ด้าน 3 มิติ

            โดยธรรมชาติแล้วสายตาของมนุษย์จะมองเห็นภาพทุกอย่างเป็น 3 มิติ แต่จอภาพโทรทัศน์หรือหน้าจอมือถือมีความสามารถในการประมวลผลออกมาได้แค่ 2

มิติ เราจึงเห็นอะไรแบนๆไปหมด

            ระบบ 3 มิติจึงเป็นจุดขายใหม่ที่น่าสนใจในอนาคต และผมอยากจะเห็นว่าบริษัทโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไหนที่จะสามารถพัฒนาระบบจอแบบ 3 มิติได้ก่อนกัน ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้อยู่เฉพาะ 2G, 3G, หรือ 4G เท่านั้น แต่น่าจะมี 3D Mobile Phoneใช้กันได้แล้ว

 

 

เรื่องการใช้โทรศัพท์ 3G  (8/1/2010)

            วันก่อนเห็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งใจกล้ามากๆยอมลงทุนซื้อ iPhone4 ขนาด 16 Gb ราคา 55,000 บาทที่มาบุญครอง ก็สนใจถามเขาว่าส่วนใหญ่ใช้ iPhone สำหรับทำอะไร ได้รับคำตอบมาว่า "ใช้โทรศัพท์ ถ่ายรูป และฟังเพลง" อย่างนี้แสดงว่าใช้งาน iPhone ไม่คุ้มค่าเงินที่ลงทุนไป เพราะเขาไม่ได้ใช้ Internet ใน iPhone

            ดังนั้นระบบ 3G ที่มีมาก็ไม่มีประโยชน์อะไร ทั้งๆที่ iPhone เป็นโทรศัพท์ที่ใช้ระบบ 3G ได้ดีมากๆ เนื่องจากเครื่อง iPhone จะเชื่อมต่อกับ Internet ทุกๆ 2 นาที โดยไม่สามารถที่จะปิดกั้นได้(ยกเว้นไม่ใช้Internetเลย) ดังนั้นใครที่ใช้ IPhone แล้วไม่ได้ซื้อชั่วโมง Internet แบบเหมารายเดือนมีหวังต้องจ่ายเงินค่า Internet อย่างเดียวเดือนละหลายหมื่นบาทแน่นอน (ตัวเองเคยต้องจ่าย 8,000บาท แค่เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น)

            คงต้องยอมรับกับน้องสาวคนที่ซื้อ iPhone4 ที่มาบุญครองว่าใจถึงจริงๆ เพราะระบบ Unlock ยังไม่สมบรูณ์แบบนัก เนื่องจากเป็นเครื่องนำเข้า แต่ตัวเครื่องสวยน่าใช้มากๆ

            สำหรับระบบ 3G นั้นถ้าใครได้ใช้อยู่คงจะรู้ว่าวิ่งได้เร็วมาก ดูข่าวแบบ Real Time ได้เลย หรือเวลาหาข้อมูลจาก Google ก็สะดวกและรวดเร็วกว่าเปิด PC

            ถ้าระบบ 3G มีทั่วประเทศ คาดว่า iPTV คงจะขยายตัวมากกว่าในปัจจุบัน เพราะทุกคนจะสามาระรถชมโทรทัศน์ทาง Internet ผ่านโทรศัพท์มือถือได้

            อย่างไรก็ตามคนที่มีโทรศัพท์รองรับระบบ 3G แต่ไม่ได้เปิดระบบ Internet บนมือถือไว้ 24 ชั่วโมง ก็คงจะไม่ได้ประโยชน์อะไรก็กับการใช้งานระบบ 3G

 

 

การใช้บริการรถไฟฟ้า  (7/29/2010)

            ในช่วงที่มีรถไฟฟ้าบีทีเอสใหม่ๆ สังเกตเห็นอย่างหนึ่งว่าคนไทยที่ใช้บริการจะรู้สึกสบายๆเดินช้าๆค่อยๆก้าวเข้า ก้าวออก หรือแต่เวลาจะเปลี่ยนขบวนที่สถานีสยาม ซึ่งแตกต่างจากคนที่ลอนดอน คนที่โตเกียว หรือคนที่ฮ่องกงมาก เพราะคนในต่างประเทศจะรีบเร่งให้ทันเวลา

            ตัวเองเคยถูกสาวที่ลอนดอนชนจนล้ม เพราะไปยืนขวางบันไดเลื่อนที่คนลอนดอนเขารู้กันว่าเป็นช่องทางด่วน แต่ไม่มีเครื่องหมายบอก เป็นที่รู้กัน

            แต่ในปัจจุบันการใช้บริการรถไฟฟ้าที่กรุงเทพฯของคนไทยก็เริ่มจะเหมือนๆในนานาประเทศ คือมีความรีบเร่ง มีการแย่งเบียดกันมากขึ้นทุกวัน

 

 

การฝึกสมาธิ 1 (Meditation 1)  (7/22/2010)

            ก่อนนั่งสมาชิกควรที่จะต้องสวดมนต์ (ในแบบของแต่ละศาสนา)ก่อนทุกครั้ง เช่น ตั้งนะโม 3 จบ แล้วสวดบททำวัตรเช้าหรือทำวัตรเย็น แล้วกรวดน้ำ เพื่อแผ่บุญกุศลที่ได้ทำมาให้แก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย

            หลังจากนั้นจะเริ่มนั่งขัดสมาธิเอาเท้าซ้ายทับเท้าขวา หรือเท้าขวาเท้าซ้ายก็ได้ แต่ขอให้สบายๆ ใช้มือทั้งสองวางที่ตัก นั่งตัวตรง หลับตาเบาๆ ค่อยๆกำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

            การกำหนดลมหายใจจะเริ่มจากความรู้ที่ปลายจมูกของเรา นั่นคือการรับรู้ว่ามีลมหายใจเข้า ลมหายใจออกที่จมูก ค่อยๆพิจารณาลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ระหว่างการกำหนดหรือพิจารณาลมหายใจให้นึกถึงสิ่งดีๆ เช่น การทำบุญ การทำทาน การช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความสุข

            การทำสมาธิไม่ใช่การหลับ แต่เป็นการทำให้ร่างกาย(Hardware) ทุกส่วนสงบนิ่ง รวมทั้งทำจิตใจ (Software) ให้สงบนิ่ง เพื่อทำให้ร่างกายใช้พลังงาน (Energy) น้อยที่สุด โดยจะต้องรู้เนื้อรู้ตัว ไม่ใช่หลับ เมื่อสมาธิได้นานๆในที่สงบ เย็น ร่างกายจะรับรู้ถึงความรู้สึกผ่อนคลาย จะเกิดความรู้สึกใสๆ ว่างเปล่า ใสยิ่งกว่าความใสใดๆในโลก

 

 

วิธีการฝึกสมาธิ (Meditation)  (7/20/2010)

            การฝึกสมาธิ ควรหาที่นั่งในที่สงบเงียบ เย็นสบาย ตามธรรมชาติ โดยอาจจะเริ่มจากการมีสติ คือการรู้ตัว แล้วตั้งใจมั่นไปที่จุดใดจุดหนึ่ง (แต่อย่าไปติดยึดกับสิ่งนั้นจนหลง) ให้พยายามนึกถึงสิ่งที่เราเคยทำความดีในอดีต อะไรก็ได้ ขอให้เป็นความดีที่เราประทับใจที่สุด เช่น การทำบุญ การบริจาคทาน การช่วยชีวิตคนหรือสัตว์ พยายามนึกถึงการทำความดีอย่างสดใสใจชื่นบานที่สุด

            การกำหนดลมหายใจเข้าออกก็เป็นอุบายอย่างหนึ่งในการทำสมาธิ การฝึกสมาธิสามารถทำได้ทุกศาสนา "การฝึกสมาธิ" เป็นการเติมพลังงานให้กับ "จิตใจ" เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงได้

            ในทางพุทธศาสนาจะใช้วิธีการเจริญสติด้วยการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของร่างกายมนุษย์(Hardware) เริ่มจากการเกิด การเติบโต การเจ็บป่วย การแก่ และการตาย

            เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติเหล่านี้แล้วก็จะรู้ทันธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบๆกายเรา เพื่อที่จะมุ่งทำสมาธิ โดยไม่ต้องไปกังวลกับการเปลี่ยนแปลงรอบๆกาย แต่ให้รู้ตัว (มีสติ) เสมอ

            หลังจากนั้นจึงจะมาพิจารณาที่จิต(Software) ซึ่งมักจะฟุ้งซ่านตลอดเวลา ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำสมาธิ จิตเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเหมือนกับลมที่พัดอยู่ในอากาศ ซึ่งลมมีพลังมหาศาล

            การทำให้จิตสงบ เพื่อมุ่งสู่สมาธิเป็นเหมือนการพัดให้ลมไปยังสิ่งที่ต้องการ นั่นคือจิตจะมั่นคง มีพลังที่จะทำงานหรือความวิริยะ

 

 

เข้าพรรษา  (7/18/2010)

            ฤดูกาลเข้าพรรษา เป็นช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า พระสงฆ์สาวกไม่ควรจาริกหรือไปจำวัดนอกวัดที่เข้าพรรษา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการไม่ให้พระสงฆ์ไปเหยียบย่ำพืชที่เกษตรกรเพาะปลูกในฤดูนี้ เพราะเป็นช่วงหน้าฝน เกษตรกรจะทำการเพาะปลูกพืชผล

 

 

การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย  (7/16/2010)

            ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่ความเหลื่อมล้ำมีอยู่นานมาแล้วก็ตาม

            สาเหตุนั้นน่าจะเกิดจากการปลุกระดมทางการเมืองเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองมากกว่าความพยายามในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะกลุ่มคนที่ทำการปลุกระดมเมื่อทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมายกลุ่มของเขาจะมีอำนาจและจะสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นมาอีก เพราะอำนาจทางการเมืองที่ได้ไปจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมี 2 รูปแบบคือ

            1.ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้ (Hardware) เช่น การมีเงินทอง ที่ดิน บ้าน รถยนต์ เป็นเจ้าของกิจการ

            2.ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องไม่ได้ (Software) เช่น ยศฐาน บรรดาศักดิ์ ตำแหน่งทางการเมือง ความเป็นเจ้านาย ลูกน้อง เจ้าสัว แม่เลี้ยง นายใหญ่ นายหญิง เป็นต้น

            ความรู้สึกที่เหลื่อมล้ำบางครั้งเกิดจาก"ความรู้สึกน้อยเนื้อ ต่ำใจ" เช่น บางคนไม่ได้เรียนจบปริญญา แต่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจมีเงินมหาศาล อาจจะมองผู้ที่เรียนจบปริญญาว่าทำงานไม่ได้เรื่องไม่ประสบความสำเร็จ เสียเวลาเปล่าๆ

            หรือคนที่มาจากต่างจังหวัดไม่ได้เรียนหนังสือจบปริญญาเข้ามาทำงานในเมือง ทำอาชีพแม่บ้าน พ่อครัว ขับรถรับจ้าง ทำงานก่อสร้าง ขายของในห้างสรรพสินค้าหรูๆ ซึ่งคนที่มีการศึกษาจะต้องพึ่งพาอาศัยพวกเขาเหล่านั้นอยู่ทุกวัน พอมีคนออกมาปลุกระดมเรื่อง ความเหลื่อมล้ำที่มองไม่เห็น

            ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยจึงแตกปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเป็นพวกเขา พวกเรา สีนั้น สีนี้ จึงเกิดขึ้น ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้ของคนไทย ที่นับวันจะห่างและแตกต่างกันมากขึ้นทุกวัน

 

 

มนุษย์มักจะกลัวการเปลี่ยนแปลง  (7/16/2010)

            มนุษย์เรามักจะกลัวการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เป็นเพราะเราอาจจะคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ถูกจึงกลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่เราก็รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง มีเกิด มีเติบโต มีรุ่งโรจน์ มีตกต่ำ และตายในที่สุด

            วิธีแก้ก็คือ การทำปัจจุบันให้ถึงพร้อม นั่นคืออยู่กับปัจจุบัน มีสติ ไม่ฟุ้งซ่านกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำดีสม่ำเสมอ จะได้ไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนแปลง

 

 

การทำงานใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูง  (7/7/2010)

            การทำงานที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารสูงสุดขององค์กรที่มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวเราอย่างหนึ่งคือได้รู้จักวิธีการบริหารงานของผู้บริหาร รู้จักตัวตนของผู้บริหารจริง ซึ่งมักจะปรากฏเป็นผลงานของแต่ละคน

            ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดสามารถที่จะเก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์และความรู้จากผู้บริหารได้เป็นอย่างดี             ผมมักจะสังเกตวิธีการคิดของผู้บริหาร รวมไปถึงวิธีในการตัดสินใจ การใช้คน นั่นเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีในตำราวิชาการบริหารเล่มใดในโลก

 

 

สสารกำลังจะสูญหายไปจากโลกนี้  (7/1/2010)

            ผมคิดว่า"สสารกำลังสูญหายไปจากโลกนี้"ด้วยการทำลายชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกและการหนีออกไปจากแรงดึงดูดของโลก โดยการส่งยานออกไปสู่อวกาศมากขึ้น โลกของเราน่าที่จะมีขนาดเล็กลงที่ละน้อย แต่ไม่มีใครสามารถชั่งและวัดขนาดของโลกได้จริงๆ

            การใช้ทรัพยากรบนดิน ใต้ดิน ใต้น้ำ ใต้มหาสมุทร มีผลทำให้สสารเริ่มสูญหายไปจากโลกนี้ เพราะเราส่งยานอวกาศออกไปนอกโลกมากขึ้น ส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลกมากขึ้น การส่งสสารออกไปนอกโลกแม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับขนาดน้ำหนักของโลก แต่นั่นก็เป็นการทำลายความเชื่อเก่าที่ว่า"สสารย่อมไม่สูญหายไปจากโลกนี้"

            มนุษย์กำลังมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ เหมือนหนอนที่กัดกินผลส้ม ในที่สุดผลส้มก็จะเน่าและเหี่ยวลง บรรยากาศของโลกเริ่มเปลี่ยนไป ฤดูกาลเริ่มคลาดเคลื่อน เพราะขนาดและทิศทางการหมุนรอบตัวของโลกน่าจะกำลังเปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อย

            แผ่นดินไหวเกิดขึ้นทั่วโลกถี่ขึ้น เพราะเปลือกโลกกำลังขยับตัว ซึ่งก็น่าจะมีผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ดูดเอาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุจากใต้ดิน รวมไปถึงการแอบทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในมหาสมุทรและในป่าเขาโดยแอบอิงการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ น่าสงสัยเกี่ยวกับการเกิดแผ่นดินไหว และสึนามิในประเทศยากจนกับการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ มนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้


ลดเสียงดัง จะได้ยินเสียงค่อย

 

มีอพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง สูง 4 ชั้น สร้างขึ้นอย่างไม่ถูกต้องตามหลักสถาปัตยกรรมมากนัก กล่าวคือเวลามีคนเปิด หรือปิดประตูห้องจะได้ยินเสียงดังเกือบจะทั่วทั้งตึก

เช่นเดียวกัน เวลามีผู้หญิงใส่รองเท้าส้นสูงเดินขึ้นไปตามชั้นต่างๆ เสียงก็จะดังได้ยินไปทั่วทั้งตึกเช่นกัน

ที่สำคัญไปกว่านั้น เวลาห้องใดห้องหนึ่งเปิดเครื่องเสียงไว้ในห้อง เสียงจะดังไปได้ยินถึงหลายห้องข้างเคียง ซึ่งเป็นการสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้อยู่อื่นด้วย

มีห้อง 2 ห้องอยู่ติดกัน ซึ่งทั้ง 2 ห้องนี้มักจะเปิดเครื่องเสียงดังพร้อมๆ กันตลอดเวลา

อยู่มาวันหนึ่งคนที่อยู่ห้องข้างๆ เกิดป่วยเป็นไข้หวัด ต้องนอนซม และไม่ได้เปิดเครื่องเสียง ซึ่งวันนี้เองเขาเพิ่งจะรู้ว่าห้องข้างๆ เขาเปิดเครื่องเสียงดังมาก เพราะในห้องตัวเองไม่ได้เปิดเครื่องเสียงไว้ เขารู้สึกรำคาญห้องข้างๆ มาก และก็ตะโกนด่าห้องที่เปิดเครื่องเสียงดัง แต่ห้องข้างๆคงจะไม่ได้ยิน เพราะเสียงเพลงดังกลบเสียงด่าหมด

ถัดมาหลายวัน เกิดไฟฟ้าดับ ห้องข้างๆ ไม่สามารถเปิดเครื่องเสียงได้ และได้ยินคำค่าจากอีกห้องหนึ่งเรื่องเปิดเครื่องเสียงดัง และรู้ว่าข้างห้องได้รับความเดือดร้อน จึงเปิดเครื่องเสียงเบาๆ แต่พอได้ยินภายในห้อง

ความสงบจึงเกิดขึ้นกับอพาร์ตเม้นต์แห่งนั้น

อุทาหรณ์ของเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าลดเสียงดัง จะได้ฟังเสียงค่อย กล่าวคือถ้าหากเราลดเสียงพูดของเรา ลดการแสดงความคิดเห็นของเราลง เราก็จะได้ยินเสียงของผู้อื่น หรือสามารถรับรู้ความคิดเห็น หรือความเดือดร้อนของผู้อื่นได้

ดังนั้น ผู้ใหญ่ หรือผู้มีอำนาจ ผู้มีบารมี บางครั้งบางคราวควรที่จะต้องลดเสียงของตัวเอง ลดการแสดงความคิดเห็น หรือเหตุผลของตัวเองลง เพื่อที่จะได้ฟังเสียงของผู้น้อย หรือผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า เพื่อที่จะทำให้คนในสังคมนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

 

 

            14 พ.ย. 51

สมยศ แช่มช้อย

1105649 Visitors1105649 Visitors1105649 Visitors1105649 Visitors1105649 Visitors1105649 Visitors1105649 Visitors